HOME
คำอธิบายรายวิชา
ตอนที่1  บทนำ
   บทที่1 ความหมายของคำว่ากฎหมาย
   บทที่2 กฎหมายตามเนื้อความ
   บทที่3 กฎหมายตามแบบพิธี
   บทที่4 ระบบกฎหมาย
ตอนที่2  ความเป็นมาของกฎหมายมหาชน
   บทที่1 กฎหมายมหาชนในต่างประเทศ
   บทที่2 กฎหมายมหาชนในประเทศ
   บทที่3 ขอบเขตของกฎหมายมหาชน
ตอนที่3  พื้นฐานทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ
   บทที่1 รัฐ
   บทที่2 อำนาจอธิปไตย
   บทที่3 สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ตอนที่4  พื้นฐานทางกฎหมายปกครอง
   บทที่1 การจัดระเบียบบริหารภายในรัฐ
   บทที่2 ลักษณะการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
   บทที่3 การควบคุมการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
   บทที่4 ความสำคัญของสถาบันทางศาล
ตอนที่5  องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
   บทที่1 องค์กรต่างๆ
   ไฟล์ Powerpoint
คำถามหลังการศึกษา

..........ติดตามข่าวสารสาระน่ารู้หลักทางกฎหมาย มหาชน ได้ที่นี่..........
 

ความเป็นมาของกฎหมายมหาชนในต่างประเทศ

 

                    ความเป็นมาของกฎหมายมหาชนในต่างประเทศนี้จะได้พิจารณาเป็น 2 กลุ่ม ตามระบบของกฎหมายที่สำคัญ คือ

    • กลุ่ม ROMAN GERMANIC หรือ CIVIL LAW
    • กลุ่ม COMMON LAW หรือ ANGLO-SAXON
 

                   ( นักนิติศาสตร์บางท่านเรียกว่ากลุ่ม ROMAN GERMANIC เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้นในการศึกษา จะได้แบ่งออกเป็น 4 สมัยด้วยกัน ดังนี้

  • สมัยโบราณ ANTIQUITY
  • สมัยกลาง FEUDALISM และ RENAISSANCE
  • สมัยใหม่ MODERN TIME
  • การปฏิวัติในปี ค. ศ. 1789
 
สมัยโบราณ ANTIQUITY
 

                    ยุคอารยธรรมกรีก การปกครองมีรูปแบบที่เรียกกันว่า นครรัฐ (CITY STATE) คำว่า นครรัฐ หมายถึง การที่คนเผ่าต่างๆ ที่มีศาสนาร่วมกัน มีจำนวนไม่มากนัก มาอยู่รวมกันบนพื้นแผ่นดินที่แน่นอน ผู้ปกครองคือหัวหน้าเผ่า แต่ละนครรัฐปกครองตนเองเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร เช่น นครรัฐกรีก พลเมืองอาจมีส่วนร่วมในการปกครองได้โดยผ่านจารีตประเพณีของเผ่า ซึ่งต่อมาการปกครองแบบนครรัฐได้สิ้นสุดลงราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เกิดมีระบบกษัตริย์ขึ้นมาเป็นประมุข การเมืองเป็นรูปสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยสมบูรณ์หมายถึงอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่จักรพรรดิ์แต่ผู้เดียว มีนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นในยุคนี้หลายคน อาทิ SOCRETIS , PLATO และ ARISTOTLE โดยเฉพาะ ARISTOTLE บิดาแห่งรัฐศาสตร์ นับว่าเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการพัฒนากฎหมายมหาชนเป็นอย่างมาก โดยได้แสดงให้เห็นถึงการปกครองในลักษณะ THE RULE OF LAW หรือที่เรียกว่า หลักนิติธรรม หลักนิติธรรมเป็นหลักการปกครองที่จำเป็นยิ่งต่อการปกครองผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันและด้วยกัน ARISTOTLE ได้วาดรูปแบบการปกครองเป็น 3 รูปแบบ คือ

    • การปกครองโดยบุคคลคนเดียวมีอำนาจสูงสุด และใช้ไปในทางเป็นประโยชน์ของประชาชนเรียก MONARCHY หรือ ระบบกษัตริย์ แต่ถ้าใช้ไปในทางตรงข้ามคือใช้เพื่อประโยชน์ของตนเรียกว่า TYRANNY หรือระบบทรราชย์
    • การปกครองโดยกลุ่มบุคคลแต่ไม่มากนัก ถ้ากลุ่มนี้ใช้อำนาจในทางเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเรียกว่า ARISTOCRACY หรืออภิชนาธิปไตย แต่ถ้าใช้ในทางตรงกันข้ามคือเพื่อให้กลุ่มของตนได้ประโยชน์เรียกว่า OLIGARCHY หรือระบบคณาธิปไตย
    • การปกครองโดยกลุ่มคนจำนวนมาก การปกครองแบบนี้ ARISTOTLE แยกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ DEMOCRACY และ POLITY , DEMOCRACY นั้น หมายความว่า การปกครองโดยบุคคลจำนวนมาก ซึ่ง ARISTOTLE เห็นว่าในจำนวนคนมากนั้นบางคนก็อาจไม่รู้จักคิดหรือตัดสินใจ การตัดสินปัญหาก็อาจเป็นไปโดยบุคคลที่ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อการแสดงออก อาจทำให้เกิดความระส่ำระสายได้ง่าย ส่วน POLITY นั้น เป็นการปกครองโดยคนส่วนมากเช่นกัน แต่เป็นคนที่มาจากกลุ่มเดียวกัน คนเหล่านั้นก็จะเข้ามาทำประโยชน์ให้แก่กลุ่มของตน ARISTOTLE เห็นว่าการปกครองลักษณะนี้เป็นทางสายกลางดีที่สุด คือ ปกครองโดยคนจำนวนมากแบบ POLITY แต่ต้องมีการตรวจสอบ

                   ยุคโรมัน ในยุคโรมันนั้นได้รับการปกครองต่อมาจากกรีกและเริ่มมีความคิดที่จะแบ่งแยกกฎหมายออกเป็น กฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน โดยในระยะแรกถือว่ากฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวพันกับราษฎรทุกคนในชีวิตประจำวัน แต่กฎหมายมหาชนเกี่ยวข้องเฉพาะบุคคลบางประเภท ULPIAN นักกฎหมายสำคัญในยุคนี้กล่าวว่า กฎหมายมหาชน คือกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐ กฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชนชน สมัยสำคัญอีกสมัยหนึ่งในยุคนี้ก็คือสมัยพระเจ้า JUSTINIEN ซึ่งเป็นผู้จัดทำกฎหมายลายลักษณ์อักษรขึ้น โดยใช้ชื่อว่า CORPUS JURIS CIVILIS กฎหมายนี้จึงเป็นกฎหมายเอกชนเป็นส่วนมาก เช่น มีหลักเกี่ยวกับการทำสัญญา สิทธิในครอบครัวในทรัพย์ เป็นต้น

 
 
  • สมัยกลาง เมื่อสมัย ROMAN เสื่อมลง ชนเผ่าต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน ก็เข้ามายึดครอง ROMAN ความเจริญรุ่งเรืองทางกฎหมายก็หยุดลง แต่ละเผ่าปกครองกันเอง เช่นเดียวกับสมัยกรีกโบราณอำนาจที่เคยตกอยู่ในมือของจักรพรรดิ์ตกเป็นของหัวหน้าเผ่า ต่างคนต่างก็มีกองทัพ มีปราสาท มีประชาชนเป็นของตนไม่ขึ้นต่อกันและกัน เรียกผู้ปกครองชนเผ่าต่างๆ ที่แบ่งเป็นแคว้นๆ ว่าเป็น เจ้าศักดินา เจ้าศักดินาที่แข็งแรงที่สุด (FIRST AMONG EQUAL) เรียกว่ากษัตริย์ แต่กษัตริย์ในสมัยนั้นไม่อยู่ในฐานะประมุขของรัฐเพราะสมัยนั้นยังไม่มีรัฐมีแต่แคว้นต่างๆ ซึ่งยอมอยู่ใต้อำนาจ เราเรียกยุคนี้ว่า FEUDALISM หรือศักดินาสวามิภักดิ์ ฉะนั้น การปกครองจึงมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่แต่ละแคว้น ซึ่งมีการปกครองตนเองและมีศาลเป็นของตนเอง ไม่เหมือนยุค ROMAN ที่ทุกแคว้นต้องอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน เมื่อทุกแคว้นต่างเป็นอิสระก็มีการรบพุ่งแย่งกันเป็นใหญ่ สงครามก็เกิดขึ้น สงครามที่สำคัญในระยะนั้นได้แก่ สงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสที่เรียกว่า สงครามร้อยปี ( ค. ศ. 1337 – 1753) ทำให้บทบาทของกษัตริย์เปลี่ยนไป เช่น บทบาทขุนนางฝรั่งเศส ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ กษัตริย์ทรงอ้างว่าตนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยเพราะตนเป็นตัวแทนของชาติ ประมาณศตวรรษที่ 11 ได้เกิดมหาวิทยาลัยกฎหมายแห่งแรกขึ้นที่ยุโรปที่เมือง BOLOGNA ประเทศ ITALY ต่อมามีมหาวิทยาลัยกฎหมายที่ฝรั่งเศสเรียกว่า SORBONNE เกิดการฟื้นฟูกฎหมาย นำเอากฎหมายของพระเจ้า JUSTINIEN และของชนเผ่าต่างๆ นอกจากของฝรั่งเศสเองมาศึกษา ยุคนี้เรียกว่า RENAISSANCE เป็นยุคที่ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ฟื้นฟูระบบการปกครอง มีการค้นพบดินแดนใหม่ ๆ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างชาติ มีการแบ่งแยกว่าศีลธรรมเป็นเรื่องของศาสนจักร กฎหมายเป็นเรื่องของอาณาจักร เกิดนักปราชญ์มีชื่อเสียงชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อ SAINT THOMAS AQUINAS ได้พยายามแบ่งกฎต่างๆ ออกเป็น 4 ประเภท คือ
  • กฎนิรันดร์ (ETERNAL LAW) เป็นกฎสูงสุด ถือว่าเป็นแผนการสร้างโลกของพระผู้เป็นเจ้า
  • กฎธรรมชาติ (NATURAL LAW) เป็นกฎรองลงมา เป็นกฎที่ว่าด้วยเหตุผล คุณธรรม ความยุติธรรม ที่มนุษย์สามารถรู้และเข้าใจว่าอย่างใดถูกหรือผิด กฎหมายธรรมชาติเป็นกฎแห่งความประพฤติที่จะต้องสอดคล้องกับกฎของพระผู้เป็นเจ้า
  • กฎศักดิ์สิทธิ์ (DIVINE LAW) เป็นกฎรองลงมาอีกลำดับหนึ่ง เป็นกฎว่าด้วยหลักปฏิบัติทางศาสนาหรือทางธรรมโดยพระเจ้าเลือกสรรมาให้ เป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง ได้รับคำแนะนำจากศาสนจักร
  • กฎของมนุษย์ (Human Law) เป็นกฎต่ำสุด หมายถึงกฎที่กำหนดความประพฤติของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
  • สมัยใหม่ คือสมัยที่เรียกว่า MODERN TIME อยู่ในระหว่าง ค. ศ. 1453-1789 นักปราชญ์คนสำคัญๆ เช่น JEAN BAUDIN ได้เขียนและอธิบายว่าคนที่มีอำนาจสูงสุดคือพระมหากษัตริย์ นอกจากนั้นยังได้อธิบายว่าอำนาจอธิปไตยแบ่งได้เป็นหลายอำนาจ ประเทศฝรั่งเศสมีลักษณะของการเป็นชาติก่อนชนเผ่าอื่นๆ เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ BOURBON อำนาจของกษัตริย์ได้พัฒนาขึ้นจนถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยพระเจ้า LOUISE ที่ 13 ได้ทำการเพิ่มอำนาจกษัตริย์ให้ชัดเจนมั่นคง ปราบปรามขุนนาง รื้อถอนปราสาทต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของขุนนาง ส่งข้าหลวงไปตามหัวเมืองไปทำการปกครองแทนขุนนางและยังส่งข้าหลวงไปตรวจราชการ จึงเกิดระบบผู้ตรวจราชการขึ้น จนกระทั่งพระเจ้า LOUISE ที่ 14 ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รุ่งเรืองขึ้น ถึงกับกล่าวว่าพระองค์คือรัฐ (I AM THE STATE) ทรงแผ่อำนาจไปทั่วยุโรป ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ดูแลการบริหารราชการต่างๆ ตั้งราชการในสำนักด้วยพระองค์เอง และได้ตั้งตำแหน่งสำคัญขึ้นเรียกว่า INTENDANT มีอำนาจปฏิบัติการตามที่กษัตริย์มอบหมาย
 
  • การปฏิวัติในปี ค. ศ. 1789 ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มเสื่อมลงประกอบทั้งบ้านเมืองประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ กษัตริย์ทรงอ่อนแอ ราษฎรอดยาก มีนักโทษการเมืองมากขึ้นประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายการปกครองระบอบนี้ บังเอิญทางอเมริกาเกิดปฏิวัติ ฝรั่งเศสได้รับอิทธิพลจากความคิดในเรื่องความเป็นอิสระเสรีจากอเมริกา และเห็นว่าในการพิจารณาคดีต่างๆ ปราศจากหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คงใช้จารีตประเพณีเป็นหลัก ก่อนการปฏิวัติกษัตริย์มิได้ปฏิรูปการปกครอง ฉะนั้น เมื่อมีการปฏิวัติจึงมีการปฏิรูปการปกครองและยังปฏิวัติในเรื่องศาลอีกด้วย โดยกษัตริย์ได้พยายามออกกฎหมายและส่งไปยังแคว้นต่างๆ ที่มีศาลที่เรียกว่า PARLEMENT เพื่อใช้พิจารณาคดีไปในทางเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ เพราะตำแหน่งผู้พิพากษาในสมัยนั้นเป็นการสืบทอด และเพื่อจะให้มีการยอมรับบางครั้งกษัตริย์ต้องไปนั่งพิจารณาว่าคดีด้วยพระองค์เอง บางครั้งศาลก็แจ้งว่าถ้าจะให้ศาลตนยอมรับกฎหมายก็จะต้องส่งกฎหมายนั้นไปลงไว้ในสาระบบของศาลตนก่อน จึงเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปศาล RICHELIEU ได้พยายามแก้ไขโดยแยกเจ้าหน้าที่ทางการปกครองและเจ้าหน้าที่ทางการพิจารณาคดี ซึ่งได้แก่เจ้าหน้าที่ทางศาลให้ออกจากกันได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับมาจนทุกวันนี้ชื่อว่า THE SPIRIT OF LAW โดยกล่าวไว้ว่า การปกครองของประเทศอังกฤษดีที่สุดเป็นกลางที่สุดราษฎรมีสิทธิเสรีภาพ เช่น ราษฎรสามารถโต้แย้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกควบคุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งเขียนเรื่องการแบ่งแยกอำนาจไว้ ผลของเศรษฐกิจเสื่อมโทรม จึงทำให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสในปี ค. ศ. 1789 โดยอ้างว่าจะยกเลิกการปกครองเดิม จะจัดระบบการปกครองใหม่ โดยทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจขึ้นไม่มีการแบ่งเป็นแคว้นเช่นแต่ก่อน แต่แบ่งรูปการปกครองเป็น DISTRICT , CANTON , COMMUNE และ CITY นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูประบบศาล เช่น ห้ามศาลยุติธรรมพิพากษาคดีปกครอง จึงเกิดระบบกฎหมายมหาชนขึ้น แต่พวกปฏิวัติในปี 1789 เป็นคนชั้นกลางเป็นส่วนมากความคิดในการปฏิวัติในขณะนั้นมุ่งแต่สิทธิเสรีภาพในการค้า แต่ยังคงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมาในปี ค. ศ. 1799 ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้ง โดยทหารแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระเจ้า NAPOLEAN เข้ายึดอำนาจ เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ซึ่งมีความสามารถทุกด้านไม่ว่าเรื่องการเมือง หรือการสงคราม ได้ทรงจัดระเบียบการปกครองใหม่โดยยึดหลักว่า บรรดาท้องถิ่นที่มีการปกครองตนเองได้นั้นก็เพราะส่วนกลางมอบให้ ฉะนั้น รัฐต้องเป็นผู้สั่งการ ในด้านกฎหมายพระองค์ได้จัดให้มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระเบียบขึ้น ได้ร่างกฎหมายต่างๆ และกฎหมายแพ่งเป็นกฎหมายที่สร้างสำเร็จได้ฉบับแรก ในการร่างได้ใช้วิธีเอากฎหมาย ROMAN เป็นตัวตั้ง เสร็จในปี ค. ศ. 1804 ประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร ประเทศรอบๆ ด้านเห็นด้วยจึงได้จัดทำเช่นเดียวกัน เช่น เยอรมัน สวิส ฯลฯ แต่มีประเทศหนึ่งที่ทำตามคือ อังกฤษและอาณานิคมของอังกฤษ นอกจากนี้พระเจ้า NAPOLEAN เห็นว่าการบริหารประเทศ หัวใจสำคัญคือกฎหมาย จึงตั้งสภาแห่งรัฐเรียกว่า CONSEILLE d’ ETAT ทำหน้าที่ร่างกฎหมาย และเป็นที่ปรึกษากฎหมายและให้เป็นผู้พิจารณาคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งบางคนเรียกว่าศาลปกครองเพราะแตกต่างกับศาลธรรมดา คือไม่มีตุลาการที่มีคุณสมบัติเช่นตุลาการในศาลยุติธรรม ทางด้านตุลาการก็ได้มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยไม่ใช้ศาล PARLEMENT เช่นแต่ก่อน ส่วนระดับจังหวัดก็มีการตั้งที่สภาที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด จึงสามารถสรุปได้ว่าหลักการปกครองที่ฝรั่งเศสสร้างมี 2 รูปแบบ คือ
  • การรวมอำนาจ คืออำนาจทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ส่วนกลาง ได้แก่ รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ นโยบายต่างๆ ต่างไปจากส่วนกลาง ผู้ดำเนินการต่างๆ ก็เป็นคนจากส่วนกลางเช่นกัน
  • การกระจายอำนาจ คือ ยอมให้ชุมชนปกครองกันเอง จัดดูแลสาธารณูปโภค แต่อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของรัฐ โดยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นคนจากส่วนกลาง แต่ชุมชนเหล่านั้นจะมีทหารเองไม่ได้ ด้านการคลังให้ใช้ระบบรวมอำนาจ ซึ่งในความเป็นจริง ระบบนี้ไม่อาจใช้ได้ในทุกพื้นที่เพราะชุมชนบางกลุ่มยังไม่ยอมรับ จึงเกิดความคิดพยายามริดรอนอำนาจขุนนาง ซึ่งเป็นผู้ปกครองของชุมชนเหล่านั้น แต่ในประเทศอังกฤษ การรวมอำนาจ เช่น ฝรั่งเศส โดยแบ่งให้ภูมิภาคทำไม่ได้ เพราะพระมหากษัตริย์อ่อนอำนาจลงเรื่อยๆ กษัตริย์ไม่อาจล้มระบบขุนนางได้ ต่อมาประเทศไทยได้นำ 2 ระบบนี้มาใช้กับประเทศไทย
กลุ่ม COMMON LAW
  • สมัย ANGLO-SAXON นับว่าเป็นสมัยแรก ขณะนั้นประเทศอังกฤษถูกปกครองด้วยชนเผ่าต่าง ๆ เช่นเดียวกับในทวีปยุโรป เผ่าสำคัญ คือ ANGLO และ SAXON กฎหมายที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะประเพณีของแต่ละแคว้น ต่อมา ROMAN ก็เข้ามามีอิทธิพลในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เป็นเวลา 400 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีอิทธิพลของ ROMAN หลงเหลือเลย แม้เมื่ออิทธิพลของ ROMAN หมดไป เป็นแต่ชาวอังกฤษจะหันมานับถือศาสนาคริสต์เช่นชาว ROMAN ส่วนกฎหมายยังเป็นของพวกเผ่าต่างๆ กล่าวคือยังคงใช้กฎหมายของแต่ละเผ่า
  • สมัยก่อตั้ง COMMON LAW คือต่อมาประมาณศตวรรษที่ 10-15 พระเจ้า WILLIAM ซึ่งเป็น DUKE แห่งแคว้น NORMANDIE ของฝรั่งเศส นำกองทัพเข้ายึดเกาะอังกฤษ จึงได้รวบรวมแคว้นซึ่งปกครองโดยชนเผ่าต่างๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ใต้การปกครองของพระองค์ แต่พระองค์มิได้เลิกอำนาจของหัวหน้าเผ่า โดยถือว่าพระองค์เป็นเจ้าราชอาณาจักร แต่แบ่งดินแดนให้กับขุนนางต่างๆ ที่ร่วมรบและมาจากแคว้น NORMANDIE และหัวหน้าแคว้นต่างๆ ที่สวามิภักดิ์ยึดครอง จึงมีระบบศักดินาเกิดขึ้น ต่อมาได้พยายามให้มีกฎหมายที่เหมือนกันใช้ทั่วราชอาณาจักร เพื่อจะได้เกิดเอกภาพในการปกครอง จึงได้ทรงจัดตั้งศาลขึ้นมา เรียกว่า ศาลหลวงมีอำนาจเกี่ยวกับประโยชน์ของประเทศชาติ เช่น เรื่องการเงิน ที่ดิน แล้วส่งศาลหลวงไปพิจารณาคดีในแคว้นต่างๆ ในกรณีที่แคว้นใดไม่มีศาลหลวง ถ้าราษฎรไม่พอใจการตัดสินของศาลประจำแคว้นก็ย่อมเดินทางมายังศาลหลวงได้ เมื่อศาลหลวงได้ตัดสินอย่างใดก็ได้เกิดการสร้างหลักกฎหมาย โดยศาลของพระมหากษัตริย์ โดยให้ใช้หลักอันเดียวกันทั่วประเทศ จึงเกิดระบบ COMMON LAW ขึ้น ประชาชนยอมรับเพราะถือว่าศาลหลวงมีความรู้ความสามารถ แต่ปรากฏว่าศาลตามแคว้นต่างๆ ยังต่อต้าน อ้างว่าเมื่อจะถือเป็นกฎหมายจะต้องส่งไปลงทะเบียนไว้ในศาลของตนเพื่อให้รับรู้ จึงทำให้การบริหารด้านกฎหมายไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
 
  • สมัย COMMON LAW กับ EQUITY COMMON LAW ถึงจุดอิ่มตัว เพราะมีระบบต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม COMMON LAW ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินที่ดิน ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องบางเรื่องทำให้การถวายฎีกาต่อกษัตริย์ พระองค์จึงได้มอบหมายให้ข้าราชการในราชสำนักทำหน้าที่แทน โดยยึดหลัด EQUITY คือการใช้สามัญสำนึกให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณี แต่แรกก็เกิดการขัดแย้งกับระบบ COMMON LAW แต่ต่อมาก็เข้ากันได้โดยใช้วิธีการแบ่งศาล เรื่องเกี่ยวกับ EQUITY ก็ต้องฟ้องศาล EQUITY เพราะระบบ EQUITY เข้าไปแก้ไขเสริมช่องว่างของระบบ COMMON LAW
  • สมัยใหม่ ตั้งแต่ ค. ศ. 1832 จนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากเกี่ยวกับศาลระบบศาล ได้ยกเลิก COMMON LAW และ EQUITY โดยให้อยู่เป็นศาลเดียวกัน มีการปฏิรูปกฎหมาย ชำระสะสางกฎหมาย จัดให้เป็นระเบียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจัดเป็นประมวลแบบยุโรป เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอังกฤษที่เรียกว่า แมคนาคาต้า MAGNA CARTA เพราะเมื่อพระมหากษัตริย์จะไปทำสงครามจะเกณฑ์ประชาชนและจะเก็บภาษีจากประชาชน แต่ประชาชนไม่ยอม เกิดการรบกันขึ้นระหว่างขุนนางกับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงกำหนดให้มีการเก็บภาษีการเกณฑ์ประชาชนได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาที่ปรึกษาก่อน ซึ่งต่อมามีการยอมรับให้สภาที่ปรึกษามีอัศวิน และสามัญชนเข้าร่วมด้วย จึงเกิดมี 2 สภา คือ HOUSE OF LORD และ HOUSE OF COMMON ขึ้นประมาณศตวรรษที่ 13 และได้เป็นที่ยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน

                    ระบบกฎหมายอังกฤษไม่เคยได้รับอิทธิพลของพวก ROMAN ดังที่เคยกล่าวแล้วอังกฤษถือว่าทุกคนอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกันที่ศาลเป็นผู้สร้าง ถือว่าศาลเป็นองค์กรสูงสุดจึงทำให้ไม่มีกฎหมายมหาชน นักปราชญ์ DICEY ของอังกฤษเห็นว่าระบบกฎหมายอังกฤษดีแล้วในระยะหลังอังกฤษจึงหันมาสนใจกับกฎหมายมหาชน กฎหมายมหาชนที่อังกฤษได้แก่รัฐธรรมนูญซึ่งบัญญัติถึงเรื่องการปกครอง แต่หลักกฎหมายมหาชนจริงๆ จะไปอยู่ระบบ COMMON LAW เป็นส่วนใหญ่