|
 |
| |
ความเป็นมาของกฎหมายมหาชนในต่างประเทศ
|
| |
ความเป็นมาของกฎหมายมหาชนในต่างประเทศนี้จะได้พิจารณาเป็น 2 กลุ่ม ตามระบบของกฎหมายที่สำคัญ คือ
- กลุ่ม ROMAN GERMANIC หรือ CIVIL LAW
- กลุ่ม COMMON LAW หรือ ANGLO-SAXON
|
|
| |
( นักนิติศาสตร์บางท่านเรียกว่ากลุ่ม ROMAN GERMANIC เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้นในการศึกษา จะได้แบ่งออกเป็น 4 สมัยด้วยกัน ดังนี้
- สมัยโบราณ ANTIQUITY
- สมัยกลาง FEUDALISM และ RENAISSANCE
- สมัยใหม่ MODERN TIME
- การปฏิวัติในปี ค. ศ. 1789
|
| |
สมัยโบราณ ANTIQUITY |
| |
ยุคอารยธรรมกรีก การปกครองมีรูปแบบที่เรียกกันว่า นครรัฐ (CITY STATE) คำว่า นครรัฐ หมายถึง การที่คนเผ่าต่างๆ ที่มีศาสนาร่วมกัน มีจำนวนไม่มากนัก มาอยู่รวมกันบนพื้นแผ่นดินที่แน่นอน ผู้ปกครองคือหัวหน้าเผ่า แต่ละนครรัฐปกครองตนเองเป็นอิสระไม่ขึ้นกับใคร เช่น นครรัฐกรีก พลเมืองอาจมีส่วนร่วมในการปกครองได้โดยผ่านจารีตประเพณีของเผ่า ซึ่งต่อมาการปกครองแบบนครรัฐได้สิ้นสุดลงราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เกิดมีระบบกษัตริย์ขึ้นมาเป็นประมุข การเมืองเป็นรูปสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยสมบูรณ์หมายถึงอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่จักรพรรดิ์แต่ผู้เดียว มีนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นในยุคนี้หลายคน อาทิ SOCRETIS , PLATO และ ARISTOTLE โดยเฉพาะ ARISTOTLE บิดาแห่งรัฐศาสตร์ นับว่าเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการพัฒนากฎหมายมหาชนเป็นอย่างมาก โดยได้แสดงให้เห็นถึงการปกครองในลักษณะ THE RULE OF LAW หรือที่เรียกว่า หลักนิติธรรม หลักนิติธรรมเป็นหลักการปกครองที่จำเป็นยิ่งต่อการปกครองผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันและด้วยกัน ARISTOTLE ได้วาดรูปแบบการปกครองเป็น 3 รูปแบบ คือ
- การปกครองโดยบุคคลคนเดียวมีอำนาจสูงสุด และใช้ไปในทางเป็นประโยชน์ของประชาชนเรียก MONARCHY หรือ ระบบกษัตริย์ แต่ถ้าใช้ไปในทางตรงข้ามคือใช้เพื่อประโยชน์ของตนเรียกว่า TYRANNY หรือระบบทรราชย์
- การปกครองโดยกลุ่มบุคคลแต่ไม่มากนัก ถ้ากลุ่มนี้ใช้อำนาจในทางเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเรียกว่า ARISTOCRACY หรืออภิชนาธิปไตย แต่ถ้าใช้ในทางตรงกันข้ามคือเพื่อให้กลุ่มของตนได้ประโยชน์เรียกว่า OLIGARCHY หรือระบบคณาธิปไตย
- การปกครองโดยกลุ่มคนจำนวนมาก การปกครองแบบนี้ ARISTOTLE แยกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ DEMOCRACY และ POLITY , DEMOCRACY นั้น หมายความว่า การปกครองโดยบุคคลจำนวนมาก ซึ่ง ARISTOTLE เห็นว่าในจำนวนคนมากนั้นบางคนก็อาจไม่รู้จักคิดหรือตัดสินใจ การตัดสินปัญหาก็อาจเป็นไปโดยบุคคลที่ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อการแสดงออก อาจทำให้เกิดความระส่ำระสายได้ง่าย ส่วน POLITY นั้น เป็นการปกครองโดยคนส่วนมากเช่นกัน แต่เป็นคนที่มาจากกลุ่มเดียวกัน คนเหล่านั้นก็จะเข้ามาทำประโยชน์ให้แก่กลุ่มของตน ARISTOTLE เห็นว่าการปกครองลักษณะนี้เป็นทางสายกลางดีที่สุด คือ ปกครองโดยคนจำนวนมากแบบ POLITY แต่ต้องมีการตรวจสอบ
ยุคโรมัน ในยุคโรมันนั้นได้รับการปกครองต่อมาจากกรีกและเริ่มมีความคิดที่จะแบ่งแยกกฎหมายออกเป็น กฎหมายเอกชน กฎหมายมหาชน โดยในระยะแรกถือว่ากฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวพันกับราษฎรทุกคนในชีวิตประจำวัน แต่กฎหมายมหาชนเกี่ยวข้องเฉพาะบุคคลบางประเภท ULPIAN นักกฎหมายสำคัญในยุคนี้กล่าวว่า กฎหมายมหาชน คือกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐ กฎหมายเอกชนเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชนชน สมัยสำคัญอีกสมัยหนึ่งในยุคนี้ก็คือสมัยพระเจ้า JUSTINIEN ซึ่งเป็นผู้จัดทำกฎหมายลายลักษณ์อักษรขึ้น โดยใช้ชื่อว่า CORPUS JURIS CIVILIS กฎหมายนี้จึงเป็นกฎหมายเอกชนเป็นส่วนมาก เช่น มีหลักเกี่ยวกับการทำสัญญา สิทธิในครอบครัวในทรัพย์ เป็นต้น |
| |
|
| |
- สมัยกลาง เมื่อสมัย ROMAN เสื่อมลง ชนเผ่าต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเป็นอิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน ก็เข้ามายึดครอง ROMAN ความเจริญรุ่งเรืองทางกฎหมายก็หยุดลง แต่ละเผ่าปกครองกันเอง เช่นเดียวกับสมัยกรีกโบราณอำนาจที่เคยตกอยู่ในมือของจักรพรรดิ์ตกเป็นของหัวหน้าเผ่า ต่างคนต่างก็มีกองทัพ มีปราสาท มีประชาชนเป็นของตนไม่ขึ้นต่อกันและกัน เรียกผู้ปกครองชนเผ่าต่างๆ ที่แบ่งเป็นแคว้นๆ ว่าเป็น เจ้าศักดินา เจ้าศักดินาที่แข็งแรงที่สุด (FIRST AMONG EQUAL) เรียกว่ากษัตริย์ แต่กษัตริย์ในสมัยนั้นไม่อยู่ในฐานะประมุขของรัฐเพราะสมัยนั้นยังไม่มีรัฐมีแต่แคว้นต่างๆ ซึ่งยอมอยู่ใต้อำนาจ เราเรียกยุคนี้ว่า FEUDALISM หรือศักดินาสวามิภักดิ์ ฉะนั้น การปกครองจึงมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่แต่ละแคว้น ซึ่งมีการปกครองตนเองและมีศาลเป็นของตนเอง ไม่เหมือนยุค ROMAN ที่ทุกแคว้นต้องอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน เมื่อทุกแคว้นต่างเป็นอิสระก็มีการรบพุ่งแย่งกันเป็นใหญ่ สงครามก็เกิดขึ้น สงครามที่สำคัญในระยะนั้นได้แก่ สงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสที่เรียกว่า สงครามร้อยปี ( ค. ศ. 1337 1753) ทำให้บทบาทของกษัตริย์เปลี่ยนไป เช่น บทบาทขุนนางฝรั่งเศส ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ กษัตริย์ทรงอ้างว่าตนเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยเพราะตนเป็นตัวแทนของชาติ ประมาณศตวรรษที่ 11 ได้เกิดมหาวิทยาลัยกฎหมายแห่งแรกขึ้นที่ยุโรปที่เมือง BOLOGNA ประเทศ ITALY ต่อมามีมหาวิทยาลัยกฎหมายที่ฝรั่งเศสเรียกว่า SORBONNE เกิดการฟื้นฟูกฎหมาย นำเอากฎหมายของพระเจ้า JUSTINIEN และของชนเผ่าต่างๆ นอกจากของฝรั่งเศสเองมาศึกษา ยุคนี้เรียกว่า RENAISSANCE เป็นยุคที่ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ฟื้นฟูระบบการปกครอง มีการค้นพบดินแดนใหม่ ๆ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างชาติ มีการแบ่งแยกว่าศีลธรรมเป็นเรื่องของศาสนจักร กฎหมายเป็นเรื่องของอาณาจักร เกิดนักปราชญ์มีชื่อเสียงชาวอิตาลีคนหนึ่งชื่อ SAINT THOMAS AQUINAS ได้พยายามแบ่งกฎต่างๆ ออกเป็น 4 ประเภท คือ
- กฎนิรันดร์ (ETERNAL LAW) เป็นกฎสูงสุด ถือว่าเป็นแผนการสร้างโลกของพระผู้เป็นเจ้า
- กฎธรรมชาติ (NATURAL LAW) เป็นกฎรองลงมา เป็นกฎที่ว่าด้วยเหตุผล คุณธรรม ความยุติธรรม ที่มนุษย์สามารถรู้และเข้าใจว่าอย่างใดถูกหรือผิด กฎหมายธรรมชาติเป็นกฎแห่งความประพฤติที่จะต้องสอดคล้องกับกฎของพระผู้เป็นเจ้า
- กฎศักดิ์สิทธิ์ (DIVINE LAW) เป็นกฎรองลงมาอีกลำดับหนึ่ง เป็นกฎว่าด้วยหลักปฏิบัติทางศาสนาหรือทางธรรมโดยพระเจ้าเลือกสรรมาให้ เป็นเรื่องที่มนุษย์ไม่สามารถรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง ได้รับคำแนะนำจากศาสนจักร
- กฎของมนุษย์ (Human Law) เป็นกฎต่ำสุด หมายถึงกฎที่กำหนดความประพฤติของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ
|
|
- สมัยใหม่ คือสมัยที่เรียกว่า MODERN TIME อยู่ในระหว่าง ค. ศ. 1453-1789 นักปราชญ์คนสำคัญๆ เช่น JEAN BAUDIN ได้เขียนและอธิบายว่าคนที่มีอำนาจสูงสุดคือพระมหากษัตริย์ นอกจากนั้นยังได้อธิบายว่าอำนาจอธิปไตยแบ่งได้เป็นหลายอำนาจ ประเทศฝรั่งเศสมีลักษณะของการเป็นชาติก่อนชนเผ่าอื่นๆ เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ BOURBON อำนาจของกษัตริย์ได้พัฒนาขึ้นจนถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสมัยพระเจ้า LOUISE ที่ 13 ได้ทำการเพิ่มอำนาจกษัตริย์ให้ชัดเจนมั่นคง ปราบปรามขุนนาง รื้อถอนปราสาทต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของขุนนาง ส่งข้าหลวงไปตามหัวเมืองไปทำการปกครองแทนขุนนางและยังส่งข้าหลวงไปตรวจราชการ จึงเกิดระบบผู้ตรวจราชการขึ้น จนกระทั่งพระเจ้า LOUISE ที่ 14 ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์รุ่งเรืองขึ้น ถึงกับกล่าวว่าพระองค์คือรัฐ (I AM THE STATE) ทรงแผ่อำนาจไปทั่วยุโรป ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ดูแลการบริหารราชการต่างๆ ตั้งราชการในสำนักด้วยพระองค์เอง และได้ตั้งตำแหน่งสำคัญขึ้นเรียกว่า INTENDANT มีอำนาจปฏิบัติการตามที่กษัตริย์มอบหมาย
|
| |
- การปฏิวัติในปี ค. ศ. 1789 ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เริ่มเสื่อมลงประกอบทั้งบ้านเมืองประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ กษัตริย์ทรงอ่อนแอ ราษฎรอดยาก มีนักโทษการเมืองมากขึ้นประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายการปกครองระบอบนี้ บังเอิญทางอเมริกาเกิดปฏิวัติ ฝรั่งเศสได้รับอิทธิพลจากความคิดในเรื่องความเป็นอิสระเสรีจากอเมริกา และเห็นว่าในการพิจารณาคดีต่างๆ ปราศจากหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คงใช้จารีตประเพณีเป็นหลัก ก่อนการปฏิวัติกษัตริย์มิได้ปฏิรูปการปกครอง ฉะนั้น เมื่อมีการปฏิวัติจึงมีการปฏิรูปการปกครองและยังปฏิวัติในเรื่องศาลอีกด้วย โดยกษัตริย์ได้พยายามออกกฎหมายและส่งไปยังแคว้นต่างๆ ที่มีศาลที่เรียกว่า PARLEMENT เพื่อใช้พิจารณาคดีไปในทางเดียวกัน แต่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับ เพราะตำแหน่งผู้พิพากษาในสมัยนั้นเป็นการสืบทอด และเพื่อจะให้มีการยอมรับบางครั้งกษัตริย์ต้องไปนั่งพิจารณาว่าคดีด้วยพระองค์เอง บางครั้งศาลก็แจ้งว่าถ้าจะให้ศาลตนยอมรับกฎหมายก็จะต้องส่งกฎหมายนั้นไปลงไว้ในสาระบบของศาลตนก่อน จึงเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปศาล RICHELIEU ได้พยายามแก้ไขโดยแยกเจ้าหน้าที่ทางการปกครองและเจ้าหน้าที่ทางการพิจารณาคดี ซึ่งได้แก่เจ้าหน้าที่ทางศาลให้ออกจากกันได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับมาจนทุกวันนี้ชื่อว่า THE SPIRIT OF LAW โดยกล่าวไว้ว่า การปกครองของประเทศอังกฤษดีที่สุดเป็นกลางที่สุดราษฎรมีสิทธิเสรีภาพ เช่น ราษฎรสามารถโต้แย้งได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกควบคุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งเขียนเรื่องการแบ่งแยกอำนาจไว้ ผลของเศรษฐกิจเสื่อมโทรม จึงทำให้เกิดการปฏิวัติในฝรั่งเศสในปี ค. ศ. 1789 โดยอ้างว่าจะยกเลิกการปกครองเดิม จะจัดระบบการปกครองใหม่ โดยทำให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจขึ้นไม่มีการแบ่งเป็นแคว้นเช่นแต่ก่อน แต่แบ่งรูปการปกครองเป็น DISTRICT , CANTON , COMMUNE และ CITY นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูประบบศาล เช่น ห้ามศาลยุติธรรมพิพากษาคดีปกครอง จึงเกิดระบบกฎหมายมหาชนขึ้น แต่พวกปฏิวัติในปี 1789 เป็นคนชั้นกลางเป็นส่วนมากความคิดในการปฏิวัติในขณะนั้นมุ่งแต่สิทธิเสรีภาพในการค้า แต่ยังคงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมาในปี ค. ศ. 1799 ได้เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้ง โดยทหารแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระเจ้า NAPOLEAN เข้ายึดอำนาจ เนื่องจากพระองค์เป็นผู้ซึ่งมีความสามารถทุกด้านไม่ว่าเรื่องการเมือง หรือการสงคราม ได้ทรงจัดระเบียบการปกครองใหม่โดยยึดหลักว่า บรรดาท้องถิ่นที่มีการปกครองตนเองได้นั้นก็เพราะส่วนกลางมอบให้ ฉะนั้น รัฐต้องเป็นผู้สั่งการ ในด้านกฎหมายพระองค์ได้จัดให้มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระเบียบขึ้น ได้ร่างกฎหมายต่างๆ และกฎหมายแพ่งเป็นกฎหมายที่สร้างสำเร็จได้ฉบับแรก ในการร่างได้ใช้วิธีเอากฎหมาย ROMAN เป็นตัวตั้ง เสร็จในปี ค. ศ. 1804 ประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร ประเทศรอบๆ ด้านเห็นด้วยจึงได้จัดทำเช่นเดียวกัน เช่น เยอรมัน สวิส ฯลฯ แต่มีประเทศหนึ่งที่ทำตามคือ อังกฤษและอาณานิคมของอังกฤษ นอกจากนี้พระเจ้า NAPOLEAN เห็นว่าการบริหารประเทศ หัวใจสำคัญคือกฎหมาย จึงตั้งสภาแห่งรัฐเรียกว่า CONSEILLE d ETAT ทำหน้าที่ร่างกฎหมาย และเป็นที่ปรึกษากฎหมายและให้เป็นผู้พิจารณาคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งบางคนเรียกว่าศาลปกครองเพราะแตกต่างกับศาลธรรมดา คือไม่มีตุลาการที่มีคุณสมบัติเช่นตุลาการในศาลยุติธรรม ทางด้านตุลาการก็ได้มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยไม่ใช้ศาล PARLEMENT เช่นแต่ก่อน ส่วนระดับจังหวัดก็มีการตั้งที่สภาที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด จึงสามารถสรุปได้ว่าหลักการปกครองที่ฝรั่งเศสสร้างมี 2 รูปแบบ คือ
- การรวมอำนาจ คืออำนาจทั้งหมดขึ้นอยู่ที่ส่วนกลาง ได้แก่ รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ นโยบายต่างๆ ต่างไปจากส่วนกลาง ผู้ดำเนินการต่างๆ ก็เป็นคนจากส่วนกลางเช่นกัน
- การกระจายอำนาจ คือ ยอมให้ชุมชนปกครองกันเอง จัดดูแลสาธารณูปโภค แต่อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของรัฐ โดยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นคนจากส่วนกลาง แต่ชุมชนเหล่านั้นจะมีทหารเองไม่ได้ ด้านการคลังให้ใช้ระบบรวมอำนาจ ซึ่งในความเป็นจริง ระบบนี้ไม่อาจใช้ได้ในทุกพื้นที่เพราะชุมชนบางกลุ่มยังไม่ยอมรับ จึงเกิดความคิดพยายามริดรอนอำนาจขุนนาง ซึ่งเป็นผู้ปกครองของชุมชนเหล่านั้น แต่ในประเทศอังกฤษ การรวมอำนาจ เช่น ฝรั่งเศส โดยแบ่งให้ภูมิภาคทำไม่ได้ เพราะพระมหากษัตริย์อ่อนอำนาจลงเรื่อยๆ กษัตริย์ไม่อาจล้มระบบขุนนางได้ ต่อมาประเทศไทยได้นำ 2 ระบบนี้มาใช้กับประเทศไทย
|
|
- สมัย ANGLO-SAXON นับว่าเป็นสมัยแรก ขณะนั้นประเทศอังกฤษถูกปกครองด้วยชนเผ่าต่าง ๆ เช่นเดียวกับในทวีปยุโรป เผ่าสำคัญ คือ ANGLO และ SAXON กฎหมายที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะประเพณีของแต่ละแคว้น ต่อมา ROMAN ก็เข้ามามีอิทธิพลในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เป็นเวลา 400 ปี เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีอิทธิพลของ ROMAN หลงเหลือเลย แม้เมื่ออิทธิพลของ ROMAN หมดไป เป็นแต่ชาวอังกฤษจะหันมานับถือศาสนาคริสต์เช่นชาว ROMAN ส่วนกฎหมายยังเป็นของพวกเผ่าต่างๆ กล่าวคือยังคงใช้กฎหมายของแต่ละเผ่า
- สมัยก่อตั้ง COMMON LAW คือต่อมาประมาณศตวรรษที่ 10-15 พระเจ้า WILLIAM ซึ่งเป็น DUKE แห่งแคว้น NORMANDIE ของฝรั่งเศส นำกองทัพเข้ายึดเกาะอังกฤษ จึงได้รวบรวมแคว้นซึ่งปกครองโดยชนเผ่าต่างๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ใต้การปกครองของพระองค์ แต่พระองค์มิได้เลิกอำนาจของหัวหน้าเผ่า โดยถือว่าพระองค์เป็นเจ้าราชอาณาจักร แต่แบ่งดินแดนให้กับขุนนางต่างๆ ที่ร่วมรบและมาจากแคว้น NORMANDIE และหัวหน้าแคว้นต่างๆ ที่สวามิภักดิ์ยึดครอง จึงมีระบบศักดินาเกิดขึ้น ต่อมาได้พยายามให้มีกฎหมายที่เหมือนกันใช้ทั่วราชอาณาจักร เพื่อจะได้เกิดเอกภาพในการปกครอง จึงได้ทรงจัดตั้งศาลขึ้นมา เรียกว่า ศาลหลวงมีอำนาจเกี่ยวกับประโยชน์ของประเทศชาติ เช่น เรื่องการเงิน ที่ดิน แล้วส่งศาลหลวงไปพิจารณาคดีในแคว้นต่างๆ ในกรณีที่แคว้นใดไม่มีศาลหลวง ถ้าราษฎรไม่พอใจการตัดสินของศาลประจำแคว้นก็ย่อมเดินทางมายังศาลหลวงได้ เมื่อศาลหลวงได้ตัดสินอย่างใดก็ได้เกิดการสร้างหลักกฎหมาย โดยศาลของพระมหากษัตริย์ โดยให้ใช้หลักอันเดียวกันทั่วประเทศ จึงเกิดระบบ COMMON LAW ขึ้น ประชาชนยอมรับเพราะถือว่าศาลหลวงมีความรู้ความสามารถ แต่ปรากฏว่าศาลตามแคว้นต่างๆ ยังต่อต้าน อ้างว่าเมื่อจะถือเป็นกฎหมายจะต้องส่งไปลงทะเบียนไว้ในศาลของตนเพื่อให้รับรู้ จึงทำให้การบริหารด้านกฎหมายไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
|
| |
- สมัย COMMON LAW กับ EQUITY COMMON LAW ถึงจุดอิ่มตัว เพราะมีระบบต่างๆ เกิดขึ้น เช่น ระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม COMMON LAW ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินที่ดิน ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องบางเรื่องทำให้การถวายฎีกาต่อกษัตริย์ พระองค์จึงได้มอบหมายให้ข้าราชการในราชสำนักทำหน้าที่แทน โดยยึดหลัด EQUITY คือการใช้สามัญสำนึกให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณี แต่แรกก็เกิดการขัดแย้งกับระบบ COMMON LAW แต่ต่อมาก็เข้ากันได้โดยใช้วิธีการแบ่งศาล เรื่องเกี่ยวกับ EQUITY ก็ต้องฟ้องศาล EQUITY เพราะระบบ EQUITY เข้าไปแก้ไขเสริมช่องว่างของระบบ COMMON LAW
- สมัยใหม่ ตั้งแต่ ค. ศ. 1832 จนถึงปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากเกี่ยวกับศาลระบบศาล ได้ยกเลิก COMMON LAW และ EQUITY โดยให้อยู่เป็นศาลเดียวกัน มีการปฏิรูปกฎหมาย ชำระสะสางกฎหมาย จัดให้เป็นระเบียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจัดเป็นประมวลแบบยุโรป เกิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของอังกฤษที่เรียกว่า แมคนาคาต้า MAGNA CARTA เพราะเมื่อพระมหากษัตริย์จะไปทำสงครามจะเกณฑ์ประชาชนและจะเก็บภาษีจากประชาชน แต่ประชาชนไม่ยอม เกิดการรบกันขึ้นระหว่างขุนนางกับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงกำหนดให้มีการเก็บภาษีการเกณฑ์ประชาชนได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาที่ปรึกษาก่อน ซึ่งต่อมามีการยอมรับให้สภาที่ปรึกษามีอัศวิน และสามัญชนเข้าร่วมด้วย จึงเกิดมี 2 สภา คือ HOUSE OF LORD และ HOUSE OF COMMON ขึ้นประมาณศตวรรษที่ 13 และได้เป็นที่ยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน
ระบบกฎหมายอังกฤษไม่เคยได้รับอิทธิพลของพวก ROMAN ดังที่เคยกล่าวแล้วอังกฤษถือว่าทุกคนอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกันที่ศาลเป็นผู้สร้าง ถือว่าศาลเป็นองค์กรสูงสุดจึงทำให้ไม่มีกฎหมายมหาชน นักปราชญ์ DICEY ของอังกฤษเห็นว่าระบบกฎหมายอังกฤษดีแล้วในระยะหลังอังกฤษจึงหันมาสนใจกับกฎหมายมหาชน กฎหมายมหาชนที่อังกฤษได้แก่รัฐธรรมนูญซึ่งบัญญัติถึงเรื่องการปกครอง แต่หลักกฎหมายมหาชนจริงๆ จะไปอยู่ระบบ COMMON LAW เป็นส่วนใหญ่
|